ฟุตบอลอังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 ผ่านเข้าสู่ไตรมาสแรกไปเป็นที่เรียบร้อยนะครับ 3 เดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวให้พูดถึงกันมากมายเลย ทั้งเรื่องราวในสนามและนอกสนาม เริ่มต้นด้วยความล่าช้าไปประมาณหนึ่งเดือน เนื่องจากมีเหตุการณ์ไว้รัส โควิด-19 เข้ามา จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีนักฟุตบอลติดเชื้อไวรัสนี้อย่างต่อเนื่อง

แฟนบอลก็ไม่สามารถเข้าชมเกมในสนามได้ การเล่นก็ยังต้องดำเนินกันต่อไป ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าการไม่มีคนดูในสนาม ก็อาจจะส่งผลอะไรต่างๆ กับผลการแข่งขันเช่นกัน

เริ่มตั้งแต่การซื้อขายนักเตะที่น่าสนใจ เชลซี ถือว่าเป็นทีมที่มาแรงกับการดึงผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามา เช่นเดียวกับ เอฟเวอร์ตัน ที่ได้บูรณะแผงกองกลางใหม่

ผลงานของบรรดาทีมชั้นนำ ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นต่างออกไป และส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องราวน่าประหลาดใจเกิดขึ้นด้วยและนี่คือสิ่งแปลกๆ ที่เกิดขึ้นใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ หลังจากผ่านไป 3 เดือนแรก

เรื่องราวสุดแปลกใน ฟุตบอลอังกฤษ ช่วงต้นซีซั่น

เสมอ 0-0 กันแค่ 3 คู่!!

แม้ว่าจะไม่มีผู้ชมในสนาม ได้รับชมกันแค่บนหน้าจอ แต่ก็ถือว่าเป็นฤดูกาลที่เอนเตอร์เทนเป็นอย่างมาก เพราะผ่านมาแล้ว 78 คู่ ผลเสมอ 0-0 เพียงแค่ 3 เกมเท่านั้น

ซึ่งคู่แรก นั้นต้องผ่านไปถึงคู่ที่ 47 ของการแข่งขันในซีซั่นนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นแมตช์ที่ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ นั่นคือเป็นการพบกันระหว่าง เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน พบกับ เบิร์นลี่ย์

คู่ต่อมาเป็นเกมบิ๊กแมตช์ ที่ไม่น่าจะจบลงด้วยสกอร์ 0-0 จริงๆ แต่ก็ถือเป็นเกมที่สนุกเลยทีเดียว โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอกับ เชลซี ไปแบบไม่มีสกอร์

และคู่ล่าสุด เป็นเกมแรกในสัปดาห์ที่ 8 ที่ผ่านมา ไบรท์ตัน ไม่สามารถเจาะแนวรับของ เบิร์นลี่ย์ ได้สำเร็จ และเสมอ 0-0 ไปในเกมนี้

นอกนั้นคู่ที่เหลือมีสกอร์กันทั้งสิ้น และถือว่าเป็นซีซั่นที่ซัดประตูกันอย่างถล่มทลาย จากจำนวนทั้งหมด 78 นัด ตอนนี้ซัดกันไปแล้ว 245 ประตู เฉลี่ยอยู่ที่ 3.14 ลูกต่อเกมเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังมีเกมที่ยิงกันถล่มทลาย อย่างเช่นการบุกไปชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ด้วยสกอร์ 6-1 และการเปิดบ้านเอาชนะแชมป์เก่า 7-2 ของ แอสตัน วิลล่า ด้วยแฮตทริกของ โอลี่ วัตกิ้นส์ ที่มีเหนือต่อ ลิเวอร์พูล

ทีมเกมรับดีกลับเสียเยอะ ทีมเกมบุกโหด ดันยิงได้น้อย

ลิเวอร์พูล คือทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่พวกเขาได้ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ เข้ามาอยู่ในทีม แต่ในฤดูกาลนี้ พวกเขาโดนไปแล้ว 16 ลูกจาก 8 นัด เฉลี่ยคือโดนนัดละ 2 ลูกเลยทีเดียว

พวกเขากลายเป็นทีมที่เสียประตูเยอะเป็นกอบเป็นกำ เก็บคลีนชีทได้เพียงแค่นัดเดียว จะไปโทษว่า ฟาน ไดค์ เจ็บ ก็ไม่ได้ เพราะในเกมที่โดน วิลล่า กดไป 7 เม็ด ก็มีแข้งชาวดัชต์ อยู่บนสนาม

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงไปถึง 102 ประตูในซีซั่นที่แล้ว และอีก 95, 106 ลูกในปีที่เป็นแชมป์ เฉลี่ยยิงนัดละ 2.65 ประตูเลยทีเดียว ถือเป็นสโมสรที่มีเกมบุกถล่มทลายเอามากๆ

แต่ในซีซั่นนี้ ผ่านไปทั้งสิ้น 7 นัดของพวกเขา ซิตี้ เพิ่งซัดไป 10 ลูก เท่านั้น และมีแค่ 2 เกมแรก ที่พวกเขายิงได้เกิน 1 ประตู คือนัดที่ชนะ วูล์ฟ 3-1 และแพ้ เลสเตอร์ 2-5

อีก 5 เกมต่อจากนั้น “เรือใบสีฟ้า” ชนะ 2 เสมอ 3 โดยเป็นสกอร์ 1-0 และ 1-1 ทั้งหมด การขาดกองหน้าตัวเป้าไปในช่วงก่อนหน้านี้ และตัวทำเกมที่เป็นผู้นำอย่าง ดาบิด ซิลบา ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นของพวกเขาจริงๆ

ทีมอื่นๆ ก็เสียประตูกันมากเป็นประวัติการณ์พอตัว ทั้ง 20 สโมสร เสียเฉลี่ยมากกว่าหนึ่งลูกต่อเกม มีการเก็บคลีนชีทกันได้น้อยมาก

สองยักษ์ใหญ่เมือง แมนเชสเตอร์ อยู่ครึ่งล่างของตาราง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับ ทั้งสองทีมในเมืองแมนเชสเตอร์ ต่างก็ยังไม่สามารถขึ้นไปอยู่ด้านบนของตารางได้ โดยทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้นรั้งอยู่ในอันดับที่ 10 ซึ่งก็เกือบจะเป็นครึ่งล่างตาราง

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แย่กว่าคือเก็บแต้มในบ้านได้เพียง 1 คะแนน ทำให้พวกเขามีเพียง 10 แต้ม อยู่ในอันดับที่ 14 ณ ตอนนี้

นับตั้งแต่ ซิตี้ ได้ขึ้นมาเป็นทีมแนวหน้า เราก็แทบจะไม่เคยเห็นทั้งสองทีม พร้อมใจกันอยู่ด้านล่างของตารางกันแบบนี้ มันช่างเป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์ไม่น้อย

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฟอร์มแบบนี้ คงจะไม่ค่อยแปลกใจสักเท่าไหร่ แต่แชมป์ 2 สมัยของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เนี่ยสิ มันช่างแปลกตาเหลือเกิน

ทีมจอมเคี่ยวที่ไม่เคี่ยว

โดยปกติแล้วในฤดูกาลหนึ่ง มักจะมีทีมที่เป็นจอมเคี่ยว เป็นสโมสรกลางตาราง หรือค่อนไปทางลุ้นหนีตกชั้น คือเน้นเล่นตั้งรับอย่างเหนียวแน่น และเป็นทีมจอมแสบของบรรดาทีมใหญ่

ถ้าก่อนเริ่มซีซั่น ตามที่เราคาดกัน สโมสรเคี่ยว เหนียวๆ น่าจะเป็น เบิร์นลี่ย์ กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถ้าวัดจากฟอร์มการเล่นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แต่ในซีซั่นนี้ มันไม่ได้กลายเป็นแบบนั้นเลย เพราะทั้งสองทีมกลับเสียประตูเกิน 2 หลัก แม้จะไม่ได้มากที่สุดในลีก แต่มันก็ไม่ได้เป็นความเหนียวแน่นเหมือนเดิม

ทั้งสองทีมเฉลี่ยเกือบ 2 ประตู ในระยะเวลาไม่ถึง 10 เกม และยังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย รั้งอยู่เป็นบ๊วยกับรองบ๊วยในตอนนี้

คือโดยปกติทั้งสองทีม ก็ไม่ได้เป็นประเภทยิงเยอะ แต่นี้คือหนักกว่าปกติด้วย เบิร์นลี่ย์ ทำไป 3 ลูก เชฟฯ ยูไนเต็ด ได้ 4 ประตู ปัญหาเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝั่งเกมรุก-รับ มันจึงทำให้ทีมเคี่ยวๆ อย่างทั้งคู่ กลายเป็นว่ามาลำบากอยู่ในตอนนี้

จ่าฝูงมากหน้าหลายตา

เป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ในช่วงต้นมีการเปลี่ยนแปลงทีมจ่าฝูงกันพอสมควรเลย เริ่มตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลเป็น อาร์เซน่อล และ เลสเตอร์ ที่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งร่วม

ผ่านไป 2 สัปดาห์ ทัพ “จิ้งจอก” ก็ขึ้นนำเดี่ยว และในสัปดาห์ที่ 4 เอฟเวอร์ตัน ก็ขึ้นมาเป็นจ่าฝูงด้วยผลงานสุดร้อนแรง ชนะ 4 เกมรวด

โดยในสัปดาห์ที่ 7 ลูกทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ก็เสียบัลลังก์ให้กับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากพวกเขาสะดุดพ่ายแพ้ 2 เกมติด ส่วน “หงส์แดง” แม้จะแพ้ให้กับ วิลล่า 2-7 แต่พวกเขาก็กลายเป็นทีมที่คงเส้นคงวาที่สุด ด้วยการเอาชนะ เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด 2-1

และในสัปดาห์ที่ 8 เป็นอะไรที่โยนอันดับจ่าฝูงกันพัลวัน เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ เซาธ์แฮมป์ตัน เอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ไป 2-0 ขึ้นนำด้วยการมี 16 คะแนน

หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ คู่แรก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ จากการเอาชนะ เวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน 1-0 ด้วยประตูชัยของ แฮร์รี่ เคน

คู่ต่อมา เลสเตอร์ เฉือนชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน ได้อีก 1-0 ขึ้นมามี 18 คะแนน แซงหน้า สเปอร์ส ไปหนึ่งแต้ม ก่อนที่จะรอลุ้น ลิเวอร์พูล ลงเล่นกับ แมนฯ ซิตี้

ซึ่งในเกมบิ๊กแมตช์ ถ้าหาก “หงส์แดง” เก็บชัยได้ ก็จะกลับมาเป็นทีมอันดับ 1 อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถบุกไปคว้าหนึ่งแต้มมาจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ทำให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 มีแต้มเท่ากับ สเปอร์ส และตามหลัง เลสเตอร์ คะแนนเดียว

ถ้าใครได้เห็นตารางอันดับ จะสังเกตได้เลยว่าแต้มนั้นสูสีกันเป็นอย่างมาก ในเกมนัดต่อไป ทีมอันดับ 5-6 อย่าง เชลซี และ แอสตัน วิลล่า ก็สามารถก้าวขึ้นเป็นจ่าฝูงได้เช่นกัน

ขณะที่ทีมครึ่งล่างของตาราง ก็สามารถก้าวมาอยู่ในอันดับ 7 ได้เลยด้วยชัยชนะเพียงเกมเดียว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยู่ในอันดับ 14 มีแค่ 10 แต้ม ถ้านัดหน้าเก็บชัยชนะได้ แล้วทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน, คริสตัล พาเลซ และ วูล์ฟ แพ้ พวกเขาจะขึ้นมาอยู่ที่ 7 ได้เลยทีเดียว

นั่นแสดงให้เห็นถึงความสูสีที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ และน่าจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกระยะยางเลยทีเดียว