ทีมชาติอิรัก เคยสร้างปาฏิหาริย์ที่น่าเหลือเชื่อในปี 2007 ดังนั้นฟุตบอลอาจเปรียบเสมือนลมหายใจ แต่ฟุตบอลก็อาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีความหมายยิ่งกว่าชีวิต เหมือนกับที่ บิล แชงค์ลี่ย์ ปรมาจารย์ขึ้นหิ้งของ ลิเวอร์พูล เคยกล่าวเอาไว้

โดยเฉพาะกับดินแดนที่เต็มไปด้วยกระสุนปืน , เขม่าควัน , เสียงกรีดร้อง และคราบเลือดของเหยื่อสงครามอันโหดเหี้ยมที่พวกเขาไม่ได้ก่อ

หากคุณต้องเสียเวลาชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งหลบระเบิด และความหวาดกลัวต่อระบอบการปกครองแบบเผด็จการเต็มสูบของ ซัดดัม ฮุสเซน……เมื่อนั้น ฟุตบอลก็คงไม่ใช่เรื่องที่สลักสำคัญของผองชนชาว “อิรัก”

เรากำลังพูดถึงประเทศที่ใช้เวลาตลอด 4 ทศวรรษหลังสุดไปกับการ รบราฆ่าฟัน แลกไปกับชีวิตที่สูญเสียรายทางนับล้าน!

ปาฏิหาริย์ ทีมชาติอิรัก ในปี 2007

แล้วอะไรกันหนอ ? ที่ทำให้ฟุตบอลของทีมชาติอิรัก ไต้เต้าจากลวดหนามในสมรภูมิรบ ไปสู่เส้นชัยของแชมป์ เอเชียน คัพ 2007 บนโลกลูกหนัง

นี่คือเรื่องราวของเทพนิยายแห่งชัยชนะ ที่ผสมผสานทั้งห้วงอารมณ์แห่งความสะเทือนใจของชีวิตและคราบน้ำตาแห่งความสุขอันล้นปรี่ ซึ่งได้กลายเป็นเป็นรสชาติแห่งชีวิตในแบบที่แม้กระทั่งเรื่องเล่าขานของ กรีซ , เลสเตอร์ หรือ เดนมาร์ก ยังต้องยอมโค้งคารวะให้

แม้จะเป็นชาติที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แต่ถึงกระนั้น สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับเกี่ยวกับ อิรัก ก็คือพวกเขาเป็นชนชาติที่เล่นฟุตบอลกันได้ค่อนข้างดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ทั้งหมดก็ต้องพาพังพาบไม่เป็นท่าในปี 1984

โลกทั้งใบและขุมนรกทั้ง 7 เป็นพยาน – มันคือวันแห่ง “กลียุค” ที่ อูเดย์ ฮุสเซน บุตรชายคนโตของ ซัดดัม ตั้งตัวเองขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสมาคมฟุตบอลทัพ “สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย”

ลูกไม้นั้นไม่จำเป็นต้องหล่นไกลต้นเสมอไป – แต่สำหรับหนุ่มน้อย อูเดย์ ฮุสเซน นั้น เขาสืบเลือดเนื้อความเป็นทรราชจากผู้เป็นพ่อมาชนิดที่ว่าถอดแบบเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน

การข่มขู่ , การทรมาน , การจับขัง คือคติที่ อูเดย์ ยึดถือในการปกครองลูกน้อง มีหลักฐานตรวจพบว่านักกีฬาเหล่านี้ถูกทรมานด้วย แส้ , เหล็กแหลม และตึกที่ถูกใช้เพื่อกักขังหน่วงเหนี่ยวนักกีฬาหรือนักเตะที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังโดยเฉพาะ

นักฟุตบอลต้องเจ็บปวดทางร่างกายยังไง ทีมฟุตบอลของพวกเขาก็ตกต่ำลงแบบนั้น! การทรมานและการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นเหล่านี้โชว์ฟอร์มได้ดีขึ้น และมันก็เละเทะอยู่แบบนั้นนานถึงกว่า 20 ปี

ไม่มีใครอยากลงสนาม , ทุกคนสวดภาวนาขอให้เพื่อนอย่าส่งบอลมาให้ เฉกเช่นเดียวกับที่ไม่มีใครอยากรับหน้าที่ยิงจุดโทษในทัวร์นาเมนต์ อาหรับ ลีก เพราะพวกเขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากพวกเขาทำพลาด

แอบบาส ราฮีม อดีตนักเตะทีมชาติอิรัก คือ 1 ในแข้งที่เคยพลาดจุดโทษใน บิ๊กแมตช์ ที่พบกับ จอร์แดน และต้องชดใช้ด้วยการถูกจับเข้าคุกถึง 3 สัปดาห์เต็ม โลกแห่งเผด็จการมันก็ง่ายๆ แค่นั้น…..

การกำเนิดของสงคราม Gulf War ช่วงปี 1990 ส่งผลให้ อิรัก โดนแบนจากการแข่งขัน เอเชียน เกมส์ และเกือบทุกทัวร์นาเมนต์ในแถบ อาหรับ ครอบคลุมทั้งอ่าวเปอร์เซีย มีผลให้พวกเขาลงเล่นได้แค่เกมอุ่นเครื่อง นั่นยิ่งทำให้ลูกชาย ฮุสเซน เกรี้ยวกราดยิ่งขึ้น และนำเอาความเคียดแค้นเหล่านี้ไปลงกับเหล่านักเตะและสต๊าฟฟ์โค้ชผู้น่าสงสาร

มันเป็นความจริงที่น่าเศร้า แต่ทันทีที่ อูเดย์ ฮุสเซน ถูกปลิดชีพโดย US. Force เมื่อช่วงราวๆ ปี 2003 มันก็ถึงเวลาที่เกมลูกหนังของ อิรัก จะลืมตาอ้าปากได้

คล้อยหลังจากการเสียชีวิตของ อูเดย์ เพียงแค่ 4 ปี เราก็ได้เห็น อิรัก สร้างประวัติศาสตร์ที่โลกทั้งใบจะต้องจารึกในศึก เอเชียน คัพ 2007

กลิ่นอายของความขัดแย้งยังไม่ได้จางหายไปไหน มีรายงานว่าประชาชนชาวอิรักราวๆ 26,000 คน ต้องเสียชีวิตจากความแตกแยกของเหตุบ้านการเมืองภายในประเทศ และมีหลายๆ คนที่เป็นเพื่อน , เป็นญาติ เป็นพี่น้องของนักเตะภายในทีม

ไม่มีใครคิดเสียเวลาชายตามองพวกเขาในตอนนั้น และก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์เพียงแค่ 1 สัปดาห์ พวกเขายังไม่มีเทรนเนอร์เลยด้วยซ้ำ

การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างเข้มงวด – ไม่ใช่กับรายละเอียดในสนามฟุตบอล แต่เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่มีการซ้อมแผนพร้อมรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดินหรือทางอากาศ

นักฟุตบอลและสต๊าฟฟ์โค้ชรู้รายละเอียดขั้นตอนเหล่านี้มากกว่าเรื่องแท็คติกในเกมการแข่งขันด้วยซ้ำ พวกเขาคิดเพียงแค่เดินทางมาเตะให้จบๆ ไป แล้วหลังจากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน

จอร์วาน วิเอร่า กุนซือพเนจรชาวบราซิเลี่ยน ถูกดึงตัวเข้ามาทำงานในวินาทีสุดท้ายก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ พร้อมกับความคาดหวังของชาวโลกที่ต่ำเตี้ยเลี่ยดินสุดๆ

การเปิดหัวรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเสมอทีมชาติไทย ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ทุกคนคิดว่า อิรัก จะเป็นทีมแรกๆ ของทัวร์นาเมนต์ที่ร่วงตกรอบ แต่ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็สร้างสรรค์เกมที่ต้องถูกกล่าวขานให้เป็นแมตช์ช๊อคโลกที่สุดครั้งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์

การหักปากกาเซียนทุบ ออสเตรเลีย 3-1 ทำให้แฟนบอลทั้งโลกหันมามอง อิรัก ด้วยความแปลกใจ ว่าดินแดนแห่งสงครามของทีมฟุตบอลที่เต็มไปด้วยสายเลือดแห่งความแตกต่างอย่าง เคิร์ท , ซุนหนี่ และ ชีอะห์ สามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แฟนบอลของ อิรัก เริ่มที่จะพูดถึงทีมฟุตบอลของพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ เกมที่ทีมเก็บชัยชนะได้

ความพีคดำเนินมาถึงหลังเกมที่พวกเขาดวลจุดโทษเอาชนะ เกาหลีใต้ 4-3 ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างยิ่งใหญ่ แต่ทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นโศกนาฏกรรม ภายหลังจากเหตุ คาร์บอมพ์ ในระหว่างการเฉลิมฉลองของแฟนบอลที่กรุงแบกแดด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 30 คน

ถึงตรงจุดนี้ สภาพจิตใจของนักเตะอิรัก อยู่ในจุดที่ย่ำแย่ พวกเขาจะเลือกยอมแพ้ถอนตัวจาก เอเชียน คัพ ทันทีเลยก็ยังได้ แต่แรงกดดัน และความแค้นของความไม่เท่าเทียมในชีวิต ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นความมุ่งมั่นที่ขับเคลื่อน อิรัก ชุดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มันเกิดขึ้นในทุกๆ ครั้งที่มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้หรือไกลตัวพวกเขาเอง

กีฬาที่เคยไม่สำคัญอย่างฟุตบอล ได้กลายเป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่ชาว อิรัก ทุกคนโหยหา และผู้เล่นทุกคนก็กระหายอยากที่จะนำความสุขเหล่านี้ไปเยียวยาความเจ็บปวดให้กับประชาชนของพวกเขามากที่สุด

29 ก.ค. 2007 ที่กรุง จาการ์ต้า อินโดนีเซีย คือวันดีเดย์ ที่ อิรัก จะพิสูจน์ให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าชนชาติของพวกเขามีเรื่องราวที่สวยงามมากกว่านั้น

ซาอุดิอาระเบีย เจ้าของแชมป์ เอเชียน คัพ 3 สมัย คือกำแพงด่านสุดท้ายของการก้าวขึ้นสู่ทีมที่จะถูกบันทึกอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดตลอดกาล

อาวุธสำคัญของ อิรัก ยังคงโดดเด่นจนถึงวินาทีสุดท้าย เกมรับที่เสียทั้งทัวร์นาเมนต์แค่ 2 ประตูของพวกเขา ยังคงเหนียวแน่นหนึบในเกมนัดชิงชนะเลิศ ท่ามกลางรูปเกมที่เป็นรองเกือบทั้ง 90 นาที

แต่แล้วในนาทีที่ 72 ยูเนส มาห์มูด แข้งความหวังอันดับ 1 ของ อิรัก ก็จัดการโขกลูกผ่านมือ ยาสเซอร์ อัล โมไซเลม ผู้รักษาประตูของขุนพล “เศรษฐีน้ำมัน” ผู้ตัดสินเป่าปรี๊ดให้เป็นประตู ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของแฟนบอลที่แทบไม่เชื่อสายตาในสิ่งที่พวกเขาเห็น

จบเกมการแข่งขัน อิรัก ประกาศศักดาคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของพวกเขาขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ทุกแห่ง – มันถูกยกให้เป็นการรายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศอิรัก ที่สวยงามที่สุดในรอบ 40 ปี

ท้องถนนของกรุงแบกแดด และทุกๆพื้นที่ของประเทศ เนืองแน่นไปด้วยผู้คน พวกเขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ถึงแม้เมื่อ 2-3 วันก่อน จะมีเหตุระเบิดน่าสลดเกิดขึ้นมาหมาดๆ

จากประเทศที่กำลังจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ เต็มไปด้วยความรุนแรง พื้นฐานความเชื่อที่หลากหลาย แต่ทั้งหมดกลับถูกกอบกู้ซากขึ้นมาได้จากทีมฟุตบอลที่ไม่ใครกล้าที่จะคาดหวังมาก่อน

ปัจจุบันนี้ อิรัก ยังคงเป็นดินแดนที่ไม่ได้มีความปลดภัยเลยเสียทีเดียว แต่อย่างน้อย มันก็เห็นร่องรอยของแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ว่าพวกเขามีโอกาสจะได้พบพานกับความสงบสุขที่แท้จริงไม่วันใดก็วันหนึ่ง

“ความหวัง” แค่นั้นที่พวกเขาต้องการเห็น

เมื่อใดก็ตามที่วันนั้นมาถึง…..เรื่องราวการรวมพลังอันสุดแสนมหัศจรรย์ของทีมฟุตบอล อิรัก จะเป็น “จดหมายเหตุ” ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงในฐานะของ 1 ในจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นวันใหม่ที่สดใสของชนชาติ ณ อ่าวเปอร์เซีย แห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัยครับ

ติดตามทุกเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลติดตามได้ทุกวันทาง : www.cheerthai.co