goal.in.th การตัดสินยกโทษแบน 2 ปีจากฟุตบอลยุโรปของ แมนซิตี้ สร้างความปลาบปลื้มให้กับทีมงานของสโมสร และเห็นได้ว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดูสดชื่นเป็นพิเศษ เป็นข่าวดีที่ทำให้การทำงานที่เหลืออยู่ตามสัญญาถึงปี 2021 ของเขาจะไม่ติดขัด ลื่นไหล และคงวางแผนเดินหน้าได้สะดวกขึ้นไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายใด

แม้พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว แต่ด้วยคะแนนที่นำขาด ซิตี้ ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างแน่นอนแบบไม่ต้องเหลียวหลัง และอันดับ 2 ก็ดีพอ แถมยังมีลุ้นแชมป์ในซีซั่นนี้

รายละเอียดของคดีนี้เป็นเช่นไร แฟนๆ จำนวนมากก็ทราบกันดี แจาอนาคตที่มองไม่เห็นต่อจากนี้ก็รอคอยพวกเขาอยู่ นอกจากเรื่องของ “เรือใบ” ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ เป็นประเด็นให้พูดถึง แบบมีดีบ้าง ไม่ดีบ้างปะปนกันไป เราก็ได้แค่คาดเดาว่ามันจะเกิดขึ้น

5 สิ่งที่เกิดขึ้นหาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ลงเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

อนาคตของ FFP

ข้อมูลในปี 2015 ระบุว่า ทีมบาสเก็ตบอลเอ็นบีเอมีเส้นเพดานเงินเดือนอยู่ที่ 63.065 ล้านเหรียญสหรัฐ (122.85 ล้านบาท) ขณะที่เงินเดือนนักเตะ เชลซี ต่อปี 179 ล้านปอนด์ (7,160 ล้านบาท) หรือมีภาระค่าเหนื่อยเกือบ 4 เท่า ซึ่งหากมีการปรับจาก FFP มาเป็น Salary Cap ทีมใหญ่ก็มีหนาว

ยูฟ่า ไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ หรือกฎการเงินเพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้สโมสรต่างๆ ใช้เงินเกินตัว แม้ยังบังคับใช้ไม่ครบทศวรรษ แต่ก็เชื่อว่าตอนนี้ ใครๆ ก็เห็นช่องโหว่ และรู้สึกว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะในช่วงปีแรกกฎนี้ควรลดช่องว่างระหว่างทีมใหญ่ที่ทุ่มซื้ออย่างบ้าคลั่งและทีมกลางถึงเล็กที่ไม่มีอำนาจเงินมากนัก แต่หลังจากเคยใช้ลงโทษ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ด้วยการปรับเงินในจำนวนที่ทั้งคู่ไม่สะเทือนเมื่อปี 2014 และลดจำนวนผู้เล่นชุดใหญ่ที่ส่งเข้าร่วมศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นการลงโทษที่ไม่สาแก่ใจกองแช่งสักเท่าไร

ตอนนี้เริ่มมีเสียงบางเสียงตั้งคำถามว่า ข้อสำคัญของกฎนี้อยู่ที่ไหน ทำให้ ยูฟ่า ต้องกลับมาทบทวนกฎที่ตัวเองตั้งขึ้น เพราะดเหมือนทีมรวยก็ยังมือเติบอยู่อย่างนั้น และทีมกลางๆ ก็ต้องพลอยเป็นไปด้วย แม้ในแถลงการหลังคำตัดสินของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระบุว่า ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอฟเอฟพี ยังมีบทบาทและ ยูฟ่า พยายามช่วยเหลือให้ทุกทีมมีเสถียรภาพทางการเงิน นั่นคือใจความสำคัญ แค่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์

จึงมีความเห็นเพิ่มเติมว่า หรือจะปรับใหม่ให้เท่าทันแบบกีฬาอเมริกัน เอ็นบีเอ และ เอ็นเอฟแอลที่ใช้นโยบายเพดานเงินเดือน Salary Cap ให้ทุกทีมมีเส้นมาตรฐาน ห้ามจ่ายเงินเดือนนักเตะเกินกำหนด เพื่อเกลี่ยให้ชุดนักเตะสมดุล เพราะเมื่อจ่ายค่าจ้างให้กองหน้ามากแล้ว ก็อาจมีงบไม่ถึงตำแหน่งอื่น กลายเป็นหน้าเวิลด์คลาส หลังรั่วจนไม่รู้จักคลีนชีท และเกิดความเท่าเทียมแบบแพ้บ้างชนะบ้าง แชมป์เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ แบบอเมริกันฟุตบอล เว้นแต่ว่าจะมีเงินเหลือๆ ถ้าค่าจ้างทีมไหนรวมทั้งทีมยังเกินเพดาน ก็ต้องแบกจ่ายค่าปรับทุกปี ซึ่งแน่นอนว่ามีทีมที่รวมสตาร์อย่างหนาแน่นและพร้อมจ่ายค่าปรับโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นอยู่

**อยากเป็นส่วนหนึ่งกับเว็บบอลที่ดีที่สุด IBCBET เว็บบอลที่รวมทุกอย่างเอาไว้ในเว็บเดียว การันตียูสเซอร์มากที่สุดในเอเชียในตอนนี้**


ค่าสัมประสิทธิ์ พรีเมียร์ลีก

นอกจาก ซีซั่นที่แล้วที่พลาดท่าให้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในรอบรองชนะเลิศ ฤดูกาล 2015/16 มานูเอล เปเยกรินี่ ก็เคยพาทีมไปไกลถึงรอบนั้น แต่พ่าย เรอัล มาดริด ซึ่งได้แชมป์ไปครอง จากการเข้าชิงกับ แอตเลติโก้ มาดริด

อาจจะฟังดูเป็นเรื่องดี แต่ก็ดีแค่กับวงการฟุตบอลอังกฤษ เสมือนปูทางให้ทีมอื่น แม้ผู้บริหาร พรีเมียร์ลีก โดยตรงจะไม่ชอบใจนัก ว่ากันว่ามีท่าทีที่เหมือนจะพยายามโค่นล้มความยิ่งใหญ่ของทีมนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะ แมนฯ ซิตี้ มีศักยภาพที่จะทำให้โควตาทีมในสโมสรอังกฤษได้จำนวนอย่างที่เป็นอยู่ สามารถผ่านเข้ารอบลึกใน แชมเปี้ยนส์ ลีก มาโดยตลอด เมื่อเข้ายุครุ่งเรือง

สมัยแรกๆ ยังเลเวลไม่ถึง ไม่จบเป็นแชมป์กลุ่ม เจอ บาร์เซโลน่า ตบร่วงรอบ 16 ทีม 2 ฤดูกาลซ้อน แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยากเจอพวกเขา แถมยังเป็นเต็งจ๋าที่จะคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ และไม่ว่าใครจะเป็นทีมต่อไปที่จะได้ผ่านเข้าสู่ถ้วยใหญ่ของยุโรป เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เลสเตอร์ ก็ไม่มีทีมไหนที่ดูจะไปได้ไกลกว่า เพราะทั้งสามที่กำลังแย่งอันดับกันดูกระท่อนกระแท่น ไม่สม่ำเสมอ


แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ใฝ่ฝัน

ไม่เพียงแชมป์ยุโรป แต่แชมป์สโมสรโลกก็ยังเป็นสิ่งที่ แมนฯ ซิตี้ หมายตา โดยในปี 2020 นี้ยังจะไปแข่งกันที่่กาตาร์ แต่ไม่รู้ว่าสถานการณ์โลกจะทำให้โปรแกรมเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่

ไม่ใช่เพียงศักยภาพที่ดีที่ แมนฯ ซิตี้ สะสมไว้ แต่ความมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือกุญแจสำคัญ พูดแบบไม่อวย นอกจากท่านชี้ค มานซูร์ จะถมเงินลงมากับสโมสร ยังมีทั้งการประชาสัมพันธ์ การตลาดแบบหัวก้าวหน้าชนิดสร้างโอท็อปให้เป็นแบรนด์ระดับโลก มีพันธมิตรมากมาย ดังนั้นเมื่อโลโก้ไม่ได้สื่อถึงแค่ฟุตบอลแต่เป็นแบรนด์ พวกเขาก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อยกระดับ แต่ด้วยฐานะทีมกีฬา ก็ต้องไม่ทิ้งเรื่องกีฬา แชมป์รายการใหญ่จึงเป็นคำตอบ

แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อยอดไปถึงแชมป์สโมสรโลก ไม่ต้องสงสัยว่าไหวหรือเปล่า เพราะพวกเขามีตัวสำรองที่ดีกว่าตัวจริงบางทีมใน พรีเมียร์ลีก ด้วยกันเองด้วยซ้ำ แต่ปัญหาที่จะต้องเจอตอนนี้ก็คือ เหลือเวลาอีกเท่าไร อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในซีซั่นนี้ เพราะพวกเขายังอยู่บนเส้นทาง และเกมแรกก็ได้เปรียบ เรอัล มาดริด มาแล้ว แต่ก็อย่าประมาท เพราะพวกเขายังไม่เคยไปไกลกว่ารอบรองชนะเลิศ

และเป็นที่น่าสนใจว่า ในเมื่อซีซั่นหน้าไปต่อ ฤดูกาลนี้พวกเขาจะหมดไฟหรือยอมผ่อนปรนอะไรได้ แต่ก็อาจจะไม่ได้ เพราะแชมป์ พรีเมียร์ลีก ตัดสินกันไปแล้ว ก็ต้องมองหาอะไรปลอบใจสักรายการ ซึ่งเพียง เอฟเอ คัพ คงไม่พอ


ตลาดซื้อขาย เงินสะพัด

ข่าวลือระบุ ตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ ต้องการเสริม 4 ตำแหน่ง ดาวิด อลาบา, คาลิดู คูลิบาลี่, เฟร์ราน ตอร์เรส และ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ซึ่งทุกคนที่ว่ามา น่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 200 ล้านปอนด์ (8,000 ล้านบาท)

แง่ดีของการรอดโทษแบน 2 ปีนอกจากจะเก็บตัวดังอย่าง เควิน เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แบร์นาโด้ ซิลวา และอื่นๆ เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยสถานะมหาเศรษฐีของราชวงศ์จากอาหรับพวกเขาจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ทีมที่วิกฤตโรคระบาดไม่กระทบสถานะทางการเงิน แม้ขาดรายได้จากค่าบัตรผ่านประตู และยอดขายสินค้าอาจจะลดลงไปบ้าง เพราะประชาชนมีรายได้น้อยลง

การมีนักเตะชั้นยอด กุนซือสมองเพชร และความก้าวหน้าที่จะได้ท้าทายรายการใหญ่อย่างครบถ้วน รวมถึงค่าเหนื่อยที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อย้ายทีมจึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับแข้งพรสวรรค์ น่าจะดึงดูดนักเตะหน้าใหม่ที่มีอนาคตไกลและอยู่ในความสนใจได้มากมาย น่าจะรวม ลิโอเนล เมสซี่ อดีตลูกทีมของ เป๊ป ที่เคยมีข่าวลือว่าจะกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าปีนี้หรือปีหน้า พอเป็นไปได้หรือไม่


เป๊ป อยู่ต่อ ?

สงครามประสาทเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อมีคำตัดสินออกมา เป๊ป ยืนยันว่า สโมสรมีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง และควรได้รับคำขอโทษจากพวกที่หาว่า แมนฯ ซิตี้ ขี้โกง

แม้เป็นกุนซือฝีมือดีที่สุดแห่งพ.ศ.นี้ แต่เมื่อสืบค้นประวัติหลังจากแขวนสตั๊ด เขาก็ไม่เคยอยู่คุมไหนได้นาน กระทั่ง บาร์เซโลน่า ที่รักหนักหนา ก็อยู่กับทีมชุดใหญ่เพียง 4 ปี แล้วพักผ่อน ก่อนไป บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งในปีสุดท้ายเขาโดนเสียงตำหนิ วิพากย์หลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องแท็คติกที่ดูเหมือนซับซ้อนเกินไป ต่างจากสไตล์เยอรมันที่ดูเถรตรง

เป๊ป เคยบอกไว้เองว่า ถึงจุดหนึ่งเขาก็จะไป ทุกที่เป็นแบบนั้น อาจเพราะการเรียกร้อง เร่งเร้า กดดันนักเตะ ทำให้นักเตะอดรนทนไม่ไหวกับการบีบคั้น สภาพความกดดันที่เจอทุกวัน เขายอมรับว่าเขาเข้มงวด ต้องการให้ทุกคนแสดงศักยภาพออกมาแบบไม่รู้จักผ่อนปรน และตอนนี้เขาก็อยู่ในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม มานาน 3 ปี หากไม่ต่อสัญญาใหม่ ฤดูกาลหน้าก็เข้าสู่ฤดูกาลที่ 4 เท่ากับที่เคยอยู่ที่ บาร์เซโลน่า

แต่ถ้าเป้าหมายยังไม่สำเร็จ เขาจะอยู่ต่อหรือไม่ ในเมื่อนี่คือทีมชั้นยอด มีเจ้าของและผู้บริหารใจกว้าง พร้อมจะวางโครงการระยะยาวและเชื่อใจในฝีมือ พวกเขาทำใจได้กับการจบแบบมือเปล่า เพราะในซีซั่นแรก เป๊ป ไม่ได้อะไรเลยนอกจากได้เรียนรู้ฟุตบอลอังกฤษ แม้เขาจะเคยเอ่ยปากว่าจะเคารพสัญญา แต่สถานการณ์ตอนนั้นที่ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้จะโดนแบนจากยุโรปหรือเปล่า กับตอนนี้ที่ทุกอย่างคลี่คลาย หากเขาต่อสัญญาหลังจากนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร


จะมีอะไรอีกมากมายเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น เพราะเมื่อยักษ์ขยับ แผ่นดินสะเทือน ทีมอื่นก็ต้องรู้สึกถึงแรงเหวี่ยง หรืออย่างน้อยก็แรงลมยามที่แกว่งตัว และ พรีเมียร์ลีก ก็คงยังเป็นเกมที่สนุกตื่นเต้นเช่นเคย

บทความแนะนำ