โปรแกรมบอล  หากใครเป็นแฟนคอนิยายจีนคงเคยเจอกับสุภาษิตจีน “ลูกผู้ชายล้างแค้น 10 ปีไม่มีสาย” ปี 2020 ในที่สุดแฟนๆ ลิเวอร์พูล ก็ได้พูดคำนี้ “รอแชมป์ 30 ปีไม่มีคำว่าสาย” และไม่ใช่แชมป์ธรรมดา แต่เป็นแชมป์ที่สง่างาม หลังจากทำได้ใกล้เคียงที่สุดในอันดับ 2 เมื่อฤดูกาล 2013/14 ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แต่ซีซั่นถัดมา แรงบันดาลใจและบรรยากาศก็เปลี่ยน ในที่สุดก็ต้องแยกทาง

8 ตุลาคม 2015 คือวันที่ คล็อปป์ ตบเท้าเข้ามาในถิ่น แอนฟิลด์ มีข่าวลือว่า ศรีภรรยาเป็นคนสั่งห้ามไม่ให้ คล็อปป์ ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะที่นี่เหมาะกับเขามากกว่า

<<ถ้าคุณเป็นแฟน ลิเวอร์พูล ตัวจริงและต้องการเว็บแทงบอลที่ดีที่สุด เรามีข้อมูล รีวิวเว็บแทงบอล Nova88 มาให้ทุกท่านได้ศึกษา>>

4 ปีที่รอคอยกับการเป็นแชมป์ของ ลิเวอร์พูล

ไม่รู้ว่ายังมีใครจำได้หรือเปล่า เกมแรกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คุมทีมลงสนาม เป็นการพบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ 11 ตัวจริงในวันนั้นคือ ซิมง มิโญเลต์, นาธาเนี่ยล ไคลน์, มาร์ติน สเตอร์เทล, มามาดู ซาโก้, อัลเบร์โต้ โมเรโน่, ลูคัส, เอ็มเร่ ชาน, เจมส์ มิลเนอร์, อดัม ลัลลาน่า, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ ดิว็อค โอริกี้ เกมจบลงที่ผลเสมอ 0-0

เทียบกับนักเตะชุดปัจจุบัน ตอนนี้ไม่มีใครมีชื่อเป็นตัวจริงอีกแล้ว มิลเนอร์ และ ลัลลาน่า กลายเป็นสำรองอดทน และ ลัลลาน่า กำลังจะหมดสัญญา ซึ่งแข้งที่สื่ออังกฤษเชื่อว่าเป็นกำลังหลักในครั้งนั้นคือ โมเนโร่ และ แดนนี่ องส์ ที่โชคไม่ดี ยังไม่ทันได้พิสูจน์ตัวเอง

เพราะบาดเจ็บหนักก่อน คล็อปป์ มาถึง คำพูดของเขาบอกว่า การมาที่นี่คือการผจญภัยที่ยอดเยี่ยม และขณะเดียวกัน เขาก็ยังฝากข้อความซึ่งเขายึดมั่นมาตลอดนั่นก็คือ “ถึงแม้ว่าทุกคนจะต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ก็ควรอดทน และลงทุนให้กับเวลาที่เหมาะสม มันจำเป็น กว่าจะได้ความสำเร็จมา”

เส้นทางกว่าจะถึงรอบชิงของ ลิเวอร์พูล เรียกได้ว่าโชกโชน ไม่ง่าย เพราะฝ่าด่านทีมเขี้ยวตันในรายการนี้มาทั้งสิ้น น่าเสียดายที่เจออดีตแชมป์ซึ่งตันสุดๆ

การทำทีมตามสภาพในฤดูกาลแรกไม่เต็มเวลา แต่ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูล ก็เข้าถึงการชิงแชมป์ ยูโรปา ลีก และมีเส้นทางที่น่าชื่นชม ตั้งแต่เอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบน็อคเอาท์ และแม้เจอทีมเก่า โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ในรอบก่อนรองชนะเลิศก็ยังผ่านไปได้ รอบรองชนะเลิศพวกเขาก็ยังเจอของแข็งแบบ บียาร์เรอัล

จนกระทั่งได้หวังแชมป์กับการพบ เซบีย่า ซึ่งรอบชิงปีนั้นจัดขึ้นที่ บาเซิ่ล สวิตเซอร์แลนด์ แต่เมื่อไม่เป็นไปตามที่หวัง เขาก็ยอมรับมัน ยอมรับว่านี่คือประสบการณ์ที่ตัดสินอนาคตต่อจากนี้ของ ลิเวอร์พูล เพราะในเกมนั้น เขาไม่อายที่จะพูดว่า เขาไม่มีเวลาเตรียมทีมมากนัก แต่นักเตะก็ไม่มีศรัทธาในระบบการเล่นที่เขาพยายามใส่ลงไปเท่าไร

ฤดูร้อนมาถึง เขารู้อยู่แล้วว่าปัญหาของทีมคืออะไร เพราะเมื่อเขามาถึงที่ เมลวู้ด ลิเวอร์พูล ชนะเพียง 1 จาก 9 เกมล่าสุด และตลอด 11 เกมที่ผ่านมา ยิงเพียง 11 ประตู แต่จะซื้อก็ต้องขาย จอร์ดอน ไอบ์, โจ อัลเลน และ คริสติย็อง เบนเตเก้ คือนักเตะชุดแรกที่จากไป เพื่อแลกค่าตัว จีนี่ ไวจ์นัลดุม และพยายามใส่แนวคิดต่างๆ ลงไปในแดนกลาง ในซีซั่นนี้เอง มิลเนอร์ กลายเป็นแบ็คซ้าย ทีมยังเผชิญข้อจำกัดอีกหลายอย่าง ฤดูกาลนั้น พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับทีมครึ่งล่างของตาราง 5 นัด แต่แพ้ทีมครึ่งบนตารางแค่นัดเดียว แถมยังยื้อเกมเสมอมากเกินไป

หนึ่งในเกมที่น่าอับอายคือความพ่ายแพ้ต่อ ฮัลล์ ซิตี้ 2-0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เขาบอกว่า ทุกคนคาดหวังมากกว่านี้ และต้องแสดงมันออกมาให้มากกว่านี้ แต่เมื่อมันไม่ได้ เขาก็มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะเค้นนักเตะให้แสดงศักยภาพออกมา

จุดเปลี่ยนความสำเร็จอีกหนึ่งอย่างคือ ”ซาลาห์”

ซาลาห์ ย้ายมาจาก โรม่า ในราคา 37 ล้านปอนด์ (1,480 ล้านบาท) มีคนปรามาสเอาไว้ เพราะเคยไม่ประสบความสำเร็จกับ เชลซี แต่ก็ต้องยอมรับว่า เขาเป็นคนละคนกับดาวรุ่งคนนั้นในชุดสีน้ำเงิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามเป้าหมายคือการจบเป็นที่ 4 ได้กลับสู่ แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ทำให้ได้สัญญาฉบับใหม่ และการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงก็มาถึงพร้อมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่เข้ามาเติมจำนวนประตู หลังจาก ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เคยทำได้ 14 ประตู ก่อนหน้านั้น แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ทำไว้ 13 ประตู ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวเลขที่สวยงามเลย ดังนั้น ซาลาห์ จึงเป็นขวัญใจอย่างรวดเร็วเมื่อซัดได้ถึง 44 ประตู กระสุนปืนใหญ่ที่ต้องการ ได้มาแล้ว

ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนแบ็คสองข้าง เมื่อ นาธาเนี่ยล ไคลน์ และ เจมส์ มิลเนอ์ ทำแอสซิสต์รวมกันได้ 5 ครั้ง นั่นคงไม่ใช่แนวคิดของ คล็อปป์ ซึ่งลั่นว่าจาไว้ว่า ฟูลแบ็คเป็นตำแหน่งมหัศจรรย์ที่มักจะมีส่วนร่วมอยู่เสมอ บางทีก็ต้องหุบเข้ามาเล่นตรงกลาง

บางทีก็ต้องวิ่งขึ้นไปเป็นปีก เจมส์ มิลเนอร์ เป็นนักเตะที่มีวินัยดีเยี่ยม แต่ก็อย่างที่เห็นว่าเขาไม่สร้างสรรค์เกมได้เท่าไร จนกระทั่งทุกคนค้นพบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ สเกาเซอร์ขนานแท้ และได้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน มาในราคาเหมือนได้เปล่าเพียง 5 ล้านปอนด์ (200 ล้านบาท) ทันทีที่จับคู่กันเป็นเกมแรก ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงถึง 35 ครั้ง และ คล็อปป์ ก็ได้สิ่งที่ต้องการ

เทรนท์ เป็นฟูลแบ็คที่จ่ายบอลเป็นประตูมากที่สุด 25 ครั้ง นับตั้งแต่ฤดูกาล 2017/18 รองลงมาคือ โรเบิร์ตสัน 24 ครั้ง อันดับ 3 คือ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กัปตันทีม เชลซี 16 ครั้ง

แต่เท่านั้นยังไม่พอสำหรับการเป็นแชมป์ เพราะปัญหาที่เผชิญมาตลอดก็คือแนวรับ สิ่งที่แฟนๆ พูดกันบ่อยๆ ก็คือ ปราการหลังในความทรงจำ นับตั้งแต่ ซามี่ ฮูเปีย เคยมีใครที่จับใจ “เดอะ ค็อป” ได้เท่านั้นอีกหรือไม่ แทบนึกไม่ออก โจเอล มาติป, โจ โกเมซ, เดยัน ลอฟเรน ไม่เว้น ลูคัส เลว่า คล็อปป์ พยายามหาจุดลงตัว

ขณะที่บอร์ดบริหารหาเงิน อาจเป็นโชคดีที่เรื่องราวของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ บาร์เซโลน่า เดินทางมาถึงจุดสุดยอด แข้งบราซิเลี่ยนอยากย้ายเต็มที และเมื่อได้เงิน 142 ล้านปอนด์ (5,680 ล้านบาท) ก็แบ่งสักครึ่งไปเป็นค่าตัว เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ ผันเงินอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ฟาน ไดจ์ เปิดตัวไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่เมื่อเข้าที่ 14 เกมผ่าน เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ได้คลีนชีทถึง 7 นัด และเสียแค่ 10 ประตูใน 20 เกมแรกที่ลงสนาม ก่อนหน้าที่เขาจะมาถึงที่นี่ 20 เกม ลิเวอร์พูล เสียไป 25 ประตู ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการมาของเขาคืออีกจุดเปลี่ยนสำคัญในยุคของ คล็อปป์ แม้ยังหลงเหลือคำถามว่าทีมชุดนี้จะเป็นอย่างไร

ถ้าไม่มีเวทย์มนตร์ของ คูตินโญ่ แต่คำตอบก็คือ ซาลาฟ์ ยิง 24 ประตูใน 22 เกม โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ยิงเรื่อยๆ 10 ประตู และ ซาดิโอ มาเน่ อยู่ระหว่างพัฒนา แต่ก็ได้มา 7 ประตู เน้นใช้ความเร็วป่วนกองหลังคู่แข่ง พวกเขาเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เรอัล มาดริด

ฟาน ไดจ์ กองหลังผู้ยกระดับทีมให้แกร่งกว่าเดิม

ฟาน ไดจ์ และค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (3,000 ล้านบาท) แพงที่สุดของโลก ยังเป็นคีย์แมนไม่เปลี่ยน ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล เสียไป 21 ประตูจาก 31 เกม

ค่ำคืนที่ เคียฟ เจ็บปวด ส่วนแรกเพราะ ลิเวอร์พูล คือทีมที่อ่อนประสบการณ์กับค่าเฉลี่ยนนักเตะอายุน้อยที่สุดใน พรีเมียร์ลีก และการโรเตชั่นเพื่อหาชุดนักเตะที่ดีที่สุด พวกเขายังไม่ได้เคี่ยวจนข้น แต่ก็รักษาตัวรอดมาตลอด จนกระทั่งพบความพ่ายแพ้ 3-1 ความผิดพลาดนี้จะหลอกหลอน ลอริส คาริอุส ไปตลอด และคำถามใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ด้วยศักยภาพทีมที่ยอดเยี่ยมเกือบทุกตำแหน่ง ถึงเวลาหรือยังที่ต้องลงทุนกับผู้รักษาประตู คำตอบก็คือถึงเวลาแล้ว

ซีซั่นแรกที่เข้ามา คล็อปป์ ใช้เงินซื้อนักเตะไม่มาก และลั่นวาจาว่าจะไม่ใช้เงินอย่าบ้าคลั่งเด็ดขาด แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่อซื้อกองหลังแพงที่สุดในโลก และผู้รักษาประตูแพงที่สุดในโลก ยังดีที่ เชลซี มีลูกบ้ามากกว่านั้น ซื้อ เคป้า อาร์ริซาบาลาก้า ในอีกไม่กี่วันถัดมา ทุบสถิติของ อลิสซอน เขาจึงไม่ใช่มือกาวที่แพงที่สุดในโลก แค่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นเท่านั้น และในฤดูร้อนเดียวกัน นาบี เกอิต้า และ ฟาบินโญ่ ก็เข้ามาเติมเต็ม ตอนนี้ ลิเวอร์พูล แกร่งทั่วแผ่น

ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล เสีย 22 ประตู ทั้งที่โดนยิงเฉลี่ย 27.5 ครั้ง เท่ากับว่าเขาสามารถเซฟความต่างได้ 5.5 ประตู ถือว่าคุ้มค่าที่จ่ายแพง

กุนซือชาวเยอรมันเคยลั่นวาจาไว้ว่า นักเตะของเขาจะต้องเล่นเกมกดดันให้มากขึ้น วิ่งให้มากขึ้น ขยันให้มากขึ้น และพวกเขาก็ทำจริงๆ นี่คือทีมที่ดี ไม่แพ้ง่ายๆ ให้กับทีมครึ่งล่างของตาราง และต่อกรกับทีมใหญ่ด้วยกันได้ดีมาตลอด แพ้แค่นัดเดียว เสียประตูก็น้อยกว่าทีมแชมป์เสียอีก แค่ติดที่เสมอบ่อย ถึงกับโดนล้อว่า ลิเวอร์พูล ไม่ได้ผิดอะไร ก็แค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้นดีเกินไป เพราะตำแหน่งแชมป์เฉียดกันเพียงคะแนนเดียว

แต่ความหวังของพวกเขายังไม่จบง่ายๆ อย่างน้อยก็ยังมีหวังแชมป์ติดมือกับการเข้าชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่ 2 แตกต่างที่คู่แข่งในครั้งนี้เป็นทีมคุ้นหน้าคุ้นตา การชิงแชมป์แบบ ออล อิงแลนด์ พบ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีไฟไม่แพ้กัน

มีทีมพลังหนุ่ม เล่นบุก สนุก เอ็นเตอร์เทน แต่หลังจากผิดพลาดมากมาย ตั้งแต่บาเซิ่ล มาถึงเคียฟ ประสบการณ์หล่อหลอม คล็อปป์ และปั้นแต่งลูกทีมจนแข็งกร้าว สิ่งที่ ลิเวอร์พูล เหนือกว่าคือความเฉียบขาด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย ที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6

หนังม้วนเดิมของ ลิเวอร์พูล ฉายวนต่อไปในฤดูกาล 2019/20 ทีมที่ดี ลงตัว เกมที่ดี ไม่ผิดพลาด แข็งแกร่ง เหนียวแน่น เฉียบขาด มีคนบอกว่าพวกเขาตายยาก มีโชคนิดๆ แต่ถ้าไปถาม คล็อปป์ เขาจะบอกว่าลูกทีมไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา ต้องสู้จนได้มา

นั่นคือโชคชะตาที่พวกเขากำหนด ขณะที่ 2 ฤดูกาลแชมป์รวดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แผ่วลง ไม่รู้เพราะอิ่มเอมความสำเร็จหรืออย่างไร แต่ เป๊ป ก็บอกว่านี่คือสถานการณ์ปกติ ผู้เล่นอาจจะรู้สึกเหมือนหมดไฟ หรือเหนื่อยล้า เพราะพยายามมามากแล้ว

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศของ ลิเวอร์พูล ทำให้รู้สึกว่าโชคชะตาไม่อยู่ข้างพวกเขานัก พวกเขาต้องพบกับ บาเยิร์น, ปอร์โต้ และ บาร์เซโลน่า แต่พวกเขาก็ผ่านมันมาได้ทั้งหมด

ลิเวอร์พูล เดินหน้าโดยไม่พักเครื่อง แต่ด้วยโปรแกรมถี่รัวจากทุกรายการ พวกเขาจำเป็นต้องส่งนักเตะเยาวชนเดินเกมระหว่างที่ทีมชุดใหญ่ไปเล่นชิงแชมป์สโมสรโลก และอีกครั้งหนึ่งเมื่อหยุดพักเบรค ใครจะบอกว่า คล็อปป์ หัวแข็ง ดื้อดึง ไม่เห็นค่าเกมรีเพลย์ เขาก็ไม่สนใจ เพราะโปรแกรมคือโปรแกรม ทุกอย่างเป็นไปตามแผน และด้วยความชัดเจนนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้า ลิเวอร์พูล จะเดินหน้าคว้าแชมป์ตามเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้


ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์แล้ว ในทางตัวเลข เหลือแค่การชูถ้วยที่รอคอยมายาวนาน ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษแบบยากจะหาทีมต่อกร และเฉิดฉายในระดับยุโรป ศักดิ์ศรีที่ถือครองในฐานะทีมใหญ่ตลอด 30 ปียังอยู่ที่นั่นเสมอ

พวกเขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า เข้าใกล้แชมป์ครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะได้มา เชื่อว่าเมื่อฤดูกาลจบลงพวกเขาอาจเจอคำถามใหม่ๆ ถึงอนาคต แต่กับสิ่งที่เป็นตอนนี้ บอกเลยว่าสร้างทีม 4 ปีเพื่อแชมป์ที่รอคอยมา 30 ปีนั้น ไม่มีอะไรสายเกินไป

บทความน่าสนใจ